กลับมาอีกครั้งในวันที่ไม่ขี้เกียจ วันที่ 5 ในโตเกียว ผมแพลนไว้ว่าเป็นวันสบาย ๆ เดินชิมไป เที่ยวไป ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏว่า ฝนเจ้ากรรมดันตกมาตั้งแต่เช้า (ได้ความรู้ใหม่มาว่า ถ้ากรมอุตุฯ ของญี่ปุ่นบอกว่าฝนตก 30% นั่นคือตกชัวร์) เลยทำให้วันนี้ได้รูปมาน้อยมาก ก้อได้แต่ทำใจไป..
ก่อนที่จะไปตามแผนที่วางไว้ ผมตั้งใจจะไปเก็บร้านแกงกะหรี่ร้านดังร้านนึงใน list ของผม เป็นอาหารเช้าก่อน นั่นก็คือร้าน "Topuka" ที่สถานี Awajicho
ร้าน Topuka เป็นหนึ่งในร้านแกงกะหรี่เทพ ที่ได้รับการแนะนำจากรายการ Dotchi no Ryōri Shō (Dotch Cooking Show) กับนิตยสารอีกมากมายอย่าง Tokyo Live!, Tokyo Curry Bible ฯลฯ โอย ไม่หวาดไม่ไหว ร้านนี้มันเทพยังไง ต้องขอไปลองซักหน่อย..
ภายในร้าน นั่งสบาย มีที่นั่งประมาณ 20 กว่าที่ ผมไปยืนรอหน้าร้าน ตั้งแต่ก่อนร้านเปิด รูปที่เห็นเลยดูโล่ง ๆ ไม่มีลูกค้า แต่จริง ๆ ถ้ามาตอนเที่ยงนี่คนเยอะนะครับ ต้องไปบ่าย ๆ หน่อย..
เมนูที่สั่งก้อหนีไม่พ้น คัตสึคาเระ หรือ ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดนี่เอง วัดกันไปเลย ว่าเมนูเบสิคนี่ทางร้านจะทำออกมาได้เทพขนาดไหน.. หลังจากสั่งไปสักพัก ที่ร้านก็เอาซุปมาเสิร์ฟเป็นออเดิร์ฟกันก่อน
เป็นซุปใส รสออกหวานเปรี้ยวนิดหน่อย เพราะใส่มะเขือเทศลงไปด้วย รสชาติดีครับ รองท้องระหว่างหิวได้เป็นอย่างดี..
หลังจากนั้น พระเอกของเราก็มา Katsu kare
ข้าวแกงกะหรี่ร้อน ๆ เสิร์ฟพร้อมหมูทอด ผักสลัด และไข่ต้มยางมะตูม หลังจากนั้น ไม่มีรูปถ่ายนะครับ เพราะหลังจากได้ชิมคำแรกแล้้ว ก็ลืมเรื่องถ่ายรูปไปสนิทใจ กวาดเอาทุกอย่างบนโต๊ะ ลงท้องไปอย่างรวดเร็ว เป็นข้าวแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นที่รสชาติดีที่สุดที่เคยกินมาในชีวิตแล้วครับ (ขนาดนั้น..) มันสุดยอดทั้งน้ำแกงกะหรี่ ที่หอมกลิ่นเครื่องเทศ และรสชาติกำลังพอเหมาะ บวกกับหมูทอดที่ทอดมาได้แบบ กรอบนอก นุ่มใน ประมาณว่าฟันกัดทีเดียว หมูก็ขาด เคี้ยวก็ไม่ต้องเน้นให้ละเอียด มันก็ละเอียดได้ ประมาณนั้นนะครับ อธิบายไม่ถูก.. ต้องลองเองเลยทีเดียว..
| Katsu kare |
จานนี้ให้คะแนนเต็มสิบครับ กินจนหมด ทนไม่ไหว ต้องขอไปคุยกับถ่ายรูปเจ้าของร้านมาสักหน่อย
| เจ้าของร้านครับ |
ผมดันลืมชื่อเจ้าของร้านไป ได้คุยกันนิดหน่อย เจ้าของร้านบอกว่าเคยมาเมืองไทยเมื่อสองปีที่แล้วด้วยนะครับ น่าจะบอกเค้ามาเปิดสาขาที่เมืองไทยบ้าง จะได้กินบ่อย ๆ..
หลังจากได้ข้าวแกงกะหรี่เป็นพลังแล้ว ผมก็เดินทางไป Ikebukuro เพื่อจะไปยัง Namjatown ที่ Sunshine City ชั้น 2 .. ระหว่างทางผมก้อได้เจอกับแหล่งตู้หนีบตุ๊กตาอีกครั้ง.. จากที่เมื่อวาน ผมได้ศึกษากลยุทธ์การหนีบจากเจ้าถิ่นหลาย ๆ คนมาแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวผมจะลองบ้างแล้วล่ะ..
ตู้หนีบตู๊กตาที่นี่ อย่างที่บอกไปเมื่อวาน ว่่า เค้าจัดวางของไว้ เหมือนจะแทบแจกแล้วล่ะครับ ที่เหลือก็แค่ คุณจะเสียตังเท่าไหร่ในการได้มันมา ผมผ่านสมรภูิมิที่เมืองไทยมาแล้วอย่างโชกโชน มาเจอที่นี่ก็เหมือนแดนสวรรค์ล่ะครับ..
เดินส่องไปส่องมาก้อมาเจอตู้นึง เป็นกระทะเทฟล่อนเ็ล็ก ๆ รูปหน้า Kitty น่ารักน่าชัง เห็นแล้วอดใจไม่ไหวครับ ที่นี่มีของให้หนีบแปลก ๆ หลายอย่าง กระทะอันนี้ก้อเป็นหนึ่งในของแปลกที่ว่าครับ..
หลักการไม่มีอะไรครับ เล็งให้ตรงแล้วเขี่ยห่วงด้านบนกล่องกระทะ ให้มันตกลงไปแค่นั้นเอง ผลที่ได้เป็นดังนี้
นอกจากกระทะอันนี้แล้ว ผมก้อยังได้สอยพวงกุญแจน่ารัก ๆ มาอีกประมาณ 10 กว่าตัว เล่นจนไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรแล้ว เลยเดินต่อไปยัง Sunshine City ครับ
| คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก |
ที่ Sunshine City มี Namja Town เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเด่นครับ ในนั้นจะมี Ice Cream Town กับ Gyoza Stadium
ฝั่ง Ice Cream Town จะมีไอศกรีมให้เลือกกินหลายร้อยแบบ เน้นว่าหลายร้อยแบบนะครับ เพราะมันเยอะมาก ๆ
รสชาติก้อมีให้เลือกหลากหลาย วานิลา ช๊อคโกแลต อะไรนี่เราไม่พูดถึงนะครับ เพราะมันเบสิคไป ผมเจอแต่ละรสนี่แบบ คิดกันมาได้ไง.. ทั้งรสโซบะ ราเมน ปลาไหล หน่อไม้ เนื้อวัว ปลาหมึก ฯลฯ
| ละลานตา |
สุดท้ายได้อันนี้มาครับ คิดว่าแปลกและรสชาติพอกินได้ทีุ่สุดแล้ว กลัวซื้อมาแล้วกินไม่ได้ เสียดายตังอ่าครับ แต่ละถ้วยแพงเหลือใจ อันนี้รสเต้าหู้ครับ
รสชาติไม่ต้องพูดถึงครับ มันคือเต้าหู้เราดี ๆ นี่เอง ไม่รู้เค้าจำแลงมันมาเป็นไอศกรีมได้ไง ทึ่งจริง ๆ
เมื่อเรียบร้อยจาก Namja Town แล้ว ผมก็เดินทางต่อไปยัง Harajuku เพื่อจะดูสาว ๆ เค้าแต่ง Cosplay กัน แต่ว่าโชคร้าย วันนี้ฝนตกครับ เลยไม่ค่อยได้เห็นเค้าชุมนุมกันเยอะอย่างวันก่อน ๆ มีบ้างประปราย เดินไปเดินมา สถานีก็คนเยอะมาก ๆ ครับ..
ในเมื่อไม่รู้จะทำอะไรต่อ คนก็เยอะ หญิงก็ไม่มีให้ดู เราจะทำอะไรได้ครับ นอกจากไปแสวงหาที่กินกันดีกว่า ย่านฮาราูจูกุนี่ มีราเมงเ้จ้่าดัง ที่พลาดไม่ได้ และคนไทยรู้จักกันเยอะ นั่นคือร้าน คิวชู จังการะ ราเมง นั่นเอง...
| Harajuku Station |
| ร้านของหวานอะไรซักอย่าง คนเยอะมาก |
| คิวชู จังการะ ราเมง |
ตอนผมไป จังหวะดีมาก ๆ รอคิวไม่นาน ก้อได้เข้าไปในร้าน คนเยอะทีเดียวครับ
| ภายในร้าน |
| นั่งถ่ายโต๊ะระหว่างรอครับ |
รอสักพัก ราเมงหน้าตาจัดจ้านก็มาวางพร้อมอยู่บนโต๊ะ ท้าทายสายตาของผม หน้าตาดุ ร้อนแรงมาก ๆ ครับ มี Mentaiko (ไข่ปลา้ค้อต) หมูสามชั้น และไข่ต้มยางมะตูมเป็นองค์ประกอบ
ลองชิมดู ไม่เผ็ดอย่างที่คิดครับ รสชาติกำลังดี แต่ตินิดนึงตรงน้ำมันเยอะไปหน่อยครับ กินถึงท้าย ๆ ชามแล้วจะเลี่ยนนิด ๆ ต้องกินพวกขิงดองแก้.. แต่ที่อยากให้ลองกันเลยนี่คือ หมูสามชั้นของร้านนี้ครับ เทพอีกแล้ว เข้าปากไป เคี้ยวไม่เกินสามสี่คำ รับรองว่าละลายในปากแน่นอนครับ มันจะนิ่มอะไรได้ขนาดนั้น..
| หมูสามชั้น ทีเด็ดของร้านนี้ |
| หมูสามชั้นอีกรูป |
หมดจากร้านนี้ ที่เหลือผมก็ได้แต่เดินย่อยตาม Harajuku และ Shibuya แล้วครับ อ้อ ระหว่างเดินย่อยที่ Takeshita Dori ใน Harajuku ก็ได้เจอกับเครปเจ้าดังของที่นี่ "Sweet Box"
ด้วยความที่อิ่มแสนอิ่มจากราเมง ก้อเลยจัดเครป Choco Banana มาปิดลำคออุดไว้ไม่ให้อ้วกออกมาครับ :D
| Choco Banana Crepe |
แต่สิ่งที่ทำให้เครปของที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าไทย มันคือเจ้าครีมสีขาวในเครปนี่ล่ะครับ ครีมที่นี่รสชาติจะหวาน หอมกว่าไทยเยอะมาก ๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เลยทำให้เจ้าเครปญี่ปุ่นนี่ชนะเครปไทยไปอย่างขาดลอย ใครมาญี่ปุ่น อย่าลืมลองหาอะไรที่ใส่ครีมมาลองกินนะครับ แล้วจะพบว่ามันอร่อยมาก ๆ
สรุปวันนี้ผมขอปิดท้ายด้วยรูปเล็กน้อยนะครับ เพราะหลังจากมื้อเย็นแล้ว มือผมก็พาลจะไม่ลั่นชัตเตอร์แล้ว เพราะท้องมันจุกเหลือเกิน..
| เจ้าฮาจิ สัญลักษณ์ประจำชิบูย่า |
| ห้าแยกชิบูย่า เป็นหนึ่งในแยกที่มีคนข้ามมากทีี่สุดในโลก |
| เป้เด็กคู่นี้เก๋อีกแล้ว |

