Tuesday, April 13, 2010

Japan Trip 2010 : Day 5 - Ikebukuro, Harajuku and Shibuya


กลับมาอีกครั้งในวันที่ไม่ขี้เกียจ วันที่ 5 ในโตเกียว ผมแพลนไว้ว่าเป็นวันสบาย ๆ เดินชิมไป เที่ยวไป ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏว่า ฝนเจ้ากรรมดันตกมาตั้งแต่เช้า (ได้ความรู้ใหม่มาว่า ถ้ากรมอุตุฯ ของญี่ปุ่นบอกว่าฝนตก 30% นั่นคือตกชัวร์) เลยทำให้วันนี้ได้รูปมาน้อยมาก ก้อได้แต่ทำใจไป..

ก่อนที่จะไปตามแผนที่วางไว้ ผมตั้งใจจะไปเก็บร้านแกงกะหรี่ร้านดังร้านนึงใน list ของผม เป็นอาหารเช้าก่อน นั่นก็คือร้าน "Topuka" ที่สถานี Awajicho 

ร้าน Topuka เป็นหนึ่งในร้านแกงกะหรี่เทพ ที่ได้รับการแนะนำจากรายการ Dotchi no Ryōri Shō (Dotch Cooking Show) กับนิตยสารอีกมากมายอย่าง Tokyo Live!, Tokyo Curry Bible ฯลฯ โอย ไม่หวาดไม่ไหว ร้านนี้มันเทพยังไง ต้องขอไปลองซักหน่อย..


ร้าน Topuka
บรรยากาศภายในร้าน
ภายในร้าน นั่งสบาย มีที่นั่งประมาณ 20 กว่าที่ ผมไปยืนรอหน้าร้าน ตั้งแต่ก่อนร้านเปิด รูปที่เห็นเลยดูโล่ง ๆ ไม่มีลูกค้า แต่จริง ๆ ถ้ามาตอนเที่ยงนี่คนเยอะนะครับ ต้องไปบ่าย ๆ หน่อย..

เมนูที่สั่งก้อหนีไม่พ้น คัตสึคาเระ หรือ ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดนี่เอง วัดกันไปเลย ว่าเมนูเบสิคนี่ทางร้านจะทำออกมาได้เทพขนาดไหน.. หลังจากสั่งไปสักพัก ที่ร้านก็เอาซุปมาเสิร์ฟเป็นออเดิร์ฟกันก่อน

ซุปใส อร่อยดีครับ
เป็นซุปใส รสออกหวานเปรี้ยวนิดหน่อย เพราะใส่มะเขือเทศลงไปด้วย รสชาติดีครับ รองท้องระหว่างหิวได้เป็นอย่างดี..

หลังจากนั้น พระเอกของเราก็มา Katsu kare

Katsu kare
 ข้าวแกงกะหรี่ร้อน ๆ เสิร์ฟพร้อมหมูทอด ผักสลัด และไข่ต้มยางมะตูม หลังจากนั้น ไม่มีรูปถ่ายนะครับ เพราะหลังจากได้ชิมคำแรกแล้้ว ก็ลืมเรื่องถ่ายรูปไปสนิทใจ กวาดเอาทุกอย่างบนโต๊ะ ลงท้องไปอย่างรวดเร็ว เป็นข้าวแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นที่รสชาติดีที่สุดที่เคยกินมาในชีวิตแล้วครับ (ขนาดนั้น..) มันสุดยอดทั้งน้ำแกงกะหรี่ ที่หอมกลิ่นเครื่องเทศ และรสชาติกำลังพอเหมาะ บวกกับหมูทอดที่ทอดมาได้แบบ กรอบนอก นุ่มใน ประมาณว่าฟันกัดทีเดียว หมูก็ขาด เคี้ยวก็ไม่ต้องเน้นให้ละเอียด มันก็ละเอียดได้ ประมาณนั้นนะครับ อธิบายไม่ถูก.. ต้องลองเองเลยทีเดียว..

จานนี้ให้คะแนนเต็มสิบครับ กินจนหมด ทนไม่ไหว ต้องขอไปคุยกับถ่ายรูปเจ้าของร้านมาสักหน่อย

เจ้าของร้านครับ

ผมดันลืมชื่อเจ้าของร้านไป ได้คุยกันนิดหน่อย เจ้าของร้านบอกว่าเคยมาเมืองไทยเมื่อสองปีที่แล้วด้วยนะครับ น่าจะบอกเค้ามาเปิดสาขาที่เมืองไทยบ้าง จะได้กินบ่อย ๆ..

หลังจากได้ข้าวแกงกะหรี่เป็นพลังแล้ว ผมก็เดินทางไป Ikebukuro เพื่อจะไปยัง Namjatown ที่ Sunshine City ชั้น 2 .. ระหว่างทางผมก้อได้เจอกับแหล่งตู้หนีบตุ๊กตาอีกครั้ง.. จากที่เมื่อวาน ผมได้ศึกษากลยุทธ์การหนีบจากเจ้าถิ่นหลาย ๆ คนมาแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวผมจะลองบ้างแล้วล่ะ..

ตู้หนีบตู๊กตาที่นี่ อย่างที่บอกไปเมื่อวาน ว่่า เค้าจัดวางของไว้ เหมือนจะแทบแจกแล้วล่ะครับ ที่เหลือก็แค่ คุณจะเสียตังเท่าไหร่ในการได้มันมา ผมผ่านสมรภูิมิที่เมืองไทยมาแล้วอย่างโชกโชน มาเจอที่นี่ก็เหมือนแดนสวรรค์ล่ะครับ..

ดูตู้นี้สิครับ นาฺฬิกาแขวนซะเกือบหล่นขนาดนี้ แจกให้ไปเลยดีกว่า..
เดินส่องไปส่องมาก้อมาเจอตู้นึง เป็นกระทะเทฟล่อนเ็ล็ก ๆ รูปหน้า Kitty น่ารักน่าชัง เห็นแล้วอดใจไม่ไหวครับ ที่นี่มีของให้หนีบแปลก ๆ หลายอย่าง กระทะอันนี้ก้อเป็นหนึ่งในของแปลกที่ว่าครับ..


หลักการไม่มีอะไรครับ เล็งให้ตรงแล้วเขี่ยห่วงด้านบนกล่องกระทะ ให้มันตกลงไปแค่นั้นเอง ผลที่ได้เป็นดังนี้

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
 นอกจากกระทะอันนี้แล้ว ผมก้อยังได้สอยพวงกุญแจน่ารัก ๆ มาอีกประมาณ 10 กว่าตัว เล่นจนไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรแล้ว เลยเดินต่อไปยัง Sunshine City ครับ

ที่ Sunshine City มี Namja Town เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเด่นครับ ในนั้นจะมี Ice Cream Town กับ Gyoza Stadium

Cup Ice Museum
ฝั่ง Ice Cream Town จะมีไอศกรีมให้เลือกกินหลายร้อยแบบ เน้นว่าหลายร้อยแบบนะครับ เพราะมันเยอะมาก ๆ

ละลานตา
รสชาติก้อมีให้เลือกหลากหลาย วานิลา ช๊อคโกแลต อะไรนี่เราไม่พูดถึงนะครับ เพราะมันเบสิคไป ผมเจอแต่ละรสนี่แบบ คิดกันมาได้ไง.. ทั้งรสโซบะ ราเมน ปลาไหล หน่อไม้ เนื้อวัว ปลาหมึก ฯลฯ 


Tofu Ice Cream
สุดท้ายได้อันนี้มาครับ คิดว่าแปลกและรสชาติพอกินได้ทีุ่สุดแล้ว กลัวซื้อมาแล้วกินไม่ได้ เสียดายตังอ่าครับ แต่ละถ้วยแพงเหลือใจ อันนี้รสเต้าหู้ครับ

รสชาติไม่ต้องพูดถึงครับ มันคือเต้าหู้เราดี ๆ นี่เอง ไม่รู้เค้าจำแลงมันมาเป็นไอศกรีมได้ไง ทึ่งจริง ๆ

แต่ละร้านออกแบบได้เก๋มาก

ร้านอาหาร
เมื่อเรียบร้อยจาก Namja Town แล้ว ผมก็เดินทางต่อไปยัง Harajuku เพื่อจะดูสาว ๆ เค้าแต่ง Cosplay กัน แต่ว่าโชคร้าย วันนี้ฝนตกครับ เลยไม่ค่อยได้เห็นเค้าชุมนุมกันเยอะอย่างวันก่อน ๆ มีบ้างประปราย เดินไปเดินมา สถานีก็คนเยอะมาก ๆ ครับ..

Harajuku Station
ร้านของหวานอะไรซักอย่าง คนเยอะมาก
 ในเมื่อไม่รู้จะทำอะไรต่อ คนก็เยอะ หญิงก็ไม่มีให้ดู เราจะทำอะไรได้ครับ นอกจากไปแสวงหาที่กินกันดีกว่า ย่านฮาราูจูกุนี่ มีราเมงเ้จ้่าดัง ที่พลาดไม่ได้ และคนไทยรู้จักกันเยอะ นั่นคือร้าน คิวชู จังการะ ราเมง นั่นเอง...

คิวชู จังการะ ราเมง
 ร้านนี้หาง่ายมาก ๆ ครับ เดินจาก JR Harajuku ไปแวบเดียว ก็จะเจอร้านอยู่ริมถนนใหญ่เลยครับ

ตอนผมไป จังหวะดีมาก ๆ รอคิวไม่นาน ก้อได้เข้าไปในร้าน คนเยอะทีเดียวครับ

ภายในร้าน
ราเมงที่นี่เป็นทงโคตสึ ราเมง สูตรจากคิวชู ตามชื่อร้าน เมนูที่ดัง ๆ ก็หนีไม่พ้น จังการะ ราเมงนี่ล่ะครับ แต่เนื่องจากผมกินทงโคตสึ ราเมงมาหลายเจ้าแล้ว เลยลองสูตรพิเศษของทางร้าน ชื่อว่า Karabon ที่เป็นราเมงรสเผ็ดมาก (ร้านเค้าว่าอย่างนั้น) มาลองดู

นั่งถ่ายโต๊ะระหว่างรอครับ

Karabon มาแล้วว
รอสักพัก ราเมงหน้าตาจัดจ้านก็มาวางพร้อมอยู่บนโต๊ะ ท้าทายสายตาของผม หน้าตาดุ ร้อนแรงมาก ๆ ครับ มี Mentaiko (ไข่ปลา้ค้อต) หมูสามชั้น และไข่ต้มยางมะตูมเป็นองค์ประกอบ

ลองชิมดู ไม่เผ็ดอย่างที่คิดครับ รสชาติกำลังดี แต่ตินิดนึงตรงน้ำมันเยอะไปหน่อยครับ กินถึงท้าย ๆ ชามแล้วจะเลี่ยนนิด ๆ ต้องกินพวกขิงดองแก้.. แต่ที่อยากให้ลองกันเลยนี่คือ หมูสามชั้นของร้านนี้ครับ เทพอีกแล้ว เข้าปากไป เคี้ยวไม่เกินสามสี่คำ รับรองว่าละลายในปากแน่นอนครับ มันจะนิ่มอะไรได้ขนาดนั้น..

หมูสามชั้น ทีเด็ดของร้านนี้
หมูสามชั้นอีกรูป
โดยรวมแล้ว คิวชูจังการะ ผมว่าอร่อยในระดับนึงครับ เส้นดี น้ำซุปเลี่ยนไปนิด ไข่้ต้มอร่อย แต่ทีเด็ดของร้านคือหมูสามชั้นครับ ถ้าไม่ได้ลองนี่น่าเสียดายมาก จะได้สัมผัสคำว่า ไม่ละลายในมือ แต่ละลายในปากเนี่ย มันเป็นยังไง เหอ ๆ

หมดจากร้านนี้ ที่เหลือผมก็ได้แต่เดินย่อยตาม Harajuku และ Shibuya แล้วครับ อ้อ ระหว่างเดินย่อยที่ Takeshita Dori ใน Harajuku ก็ได้เจอกับเครปเจ้าดังของที่นี่ "Sweet Box"


ร้าน Sweet Box

ด้วยความที่อิ่มแสนอิ่มจากราเมง ก้อเลยจัดเครป Choco Banana มาปิดลำคออุดไว้ไม่ให้อ้วกออกมาครับ :D


Choco Banana Crepe
เครปที่นี่ ก้อไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ในเรื่องแป้ง (ไม่นับเรื่องไส้ของทางบ้านเรานะครับ ที่บ้านเราสุดยอดกว่าเยอะ มีทั้งหมูหยอง ไส้กรอก ผมเคยเห็นบางเจ้ามีใส่กุนเีชียงเข้าไปด้วยก็ยังมี)

แต่สิ่งที่ทำให้เครปของที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าไทย มันคือเจ้าครีมสีขาวในเครปนี่ล่ะครับ ครีมที่นี่รสชาติจะหวาน หอมกว่าไทยเยอะมาก ๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เลยทำให้เจ้าเครปญี่ปุ่นนี่ชนะเครปไทยไปอย่างขาดลอย ใครมาญี่ปุ่น อย่าลืมลองหาอะไรที่ใส่ครีมมาลองกินนะครับ แล้วจะพบว่ามันอร่อยมาก ๆ

สรุปวันนี้ผมขอปิดท้ายด้วยรูปเล็กน้อยนะครับ เพราะหลังจากมื้อเย็นแล้ว มือผมก็พาลจะไม่ลั่นชัตเตอร์แล้ว เพราะท้องมันจุกเหลือเกิน..

เจ้าฮาจิ สัญลักษณ์ประจำชิบูย่า
ห้าแยกชิบูย่า เป็นหนึ่งในแยกที่มีคนข้ามมากทีี่สุดในโลก
เป้เด็กคู่นี้เก๋อีกแล้ว




Friday, April 9, 2010

Japan Trip 2010 : Day 4 - Ueno, Asakusa and Akihabara


วันที่ 4 ของการมาอยู่ที่โตเกียว วันนี้เป็นวันที่ผมแพลนไว้ว่าจะไปดูซากุระอย่างเป็นจริงเป็นจังซักที หลังจากที่สามวันผ่านมา ดูแบบเดินผ่านตาม ข้างถนนบ้าง สวนบ้าง เลยตั้งใจว่าขอจัดฮานามิแบบเต็ม ๆ ไปซักดอกนึง ตอนเช้า ผมจึงมุ่งหน้าไปยังย่าน Ueno เพื่อไปตลาด Ameyoko และ Ueno Park ซึ่งเป็นสถานที่ยอดฮิตของคนโตเกียวในการมาชมซากุระ..

ตลาด Ameyoko

ตลาด Ameyoko เป็นตลาดที่อยู่ข้างใต้ของรางรถไฟ JR แถวสถานี Okachimachi เป็นตลาดที่ขายของสารพัดแบบ ตั้งแ่ต่ของสด ปลา อาหารแห้ง ไปจนถึงเสื้อผ้า รองเท้าต่าง ๆ ..

ชื่่อของตลาด Ameyoko ย่อมาจาก Ameya Yokocho ที่แปลว่า ตรอกลูกกวาด เนื่องจากสมัยก่อน แถบนี้จะมีร้านขายลูกอม ลูกกวาดต่าง ๆ มาก่อนในอดีต..

รองเท้า Adidas โคตรถูก บางคู่แค่ 1,000 Yen เท่านั้นครับ
ปูตัวใหญ่มาก
สตรอเบอร์รี่เสียบไม้
เพิ่งสั่งเกตุในญี่ปุ่นนี่ ร้านเกมส์ที่มีเครื่องหนีบตุ๊กตา เป็นที่ฮิตมาก ไม่ว่าเดินไปย่านไหน จะต้องมีร้านประเภทนี้โผล่มาตลอด การวางสินค้าก้อจะไม่เหมือนกับบ้านเรา ที่นี่จะวางแบบหมิ่นเหม่ เกือบ ๆ หล่นไปซะทุกตู้ เพื่อล่อใจลูกค้า.. ผิดกับเมืองไทย ที่วางแบบว่า.. ถ้ามึงได้ มึงเก่ง.. เห็นแล้วแทบถอดใจ..

อย่างที่ตลาด Ameyoko สินค้าในตู้ของเค้าก้อมีหลายหลาย ไม่ใช่แค่ตุ๊กตา.. ลองดูตัวอย่างจากรูปข้างล่าง..


ตุ๊กตา Miffy น่ารักโคตร
ตัวนี้กำลังมาแรงในญี่ปุ่น Rilakkuma เดินได้ด้วยนะเอ้อ
เริ่มมาแปลก กาต้มน้ำร้อนก็มีให้หนีบ
หรือถ้าไม่ชอบ ก็เอาเครื่องทำกาแฟไปซด
หรือถ้าไม่ชอบใจ เอาโคมไฟไปนั่งอ่านหนังสือเอ้า..
เห็นตู้ล่อตาล่อใจแบบนี้แล้ว หนุ่มไทยที่ผ่านการหนีบตุ๊กตามาโชกโชนอย่างผม จะปล่อยไปได้อย่างไร แต่เนื่องจากเรามาต่างถิ่น ก้อเลยอาศัยดูเค้าไปก่อน วันพรุ่งนี้ถ้าเจอนะ จะต้องสอยมาซักอัน..

หลังจากเดินตลาด Ameyoko มาได้สักพัก ก้อได้เวลาจะไปชมซากุระที่ Ueno Park กัน แต่ช้าก่อน.. ถ้าไปชมซากุระ โดยทีี่่ไม่ได้พาไปกินอะไรซักอย่าง จะเรียกทริปนี้ว่าทริปกินระดับเทพในราคายาจกได้อย่างไร.. ว่าแล้ว ผมก้อขอนำเสนอ ข้าวแกงกะหรี่หมูทอด หรือที่เรียกกันว่า คัตสึคาเระ เจ้าอร่อย ในราคาประหยัด กันดีกว่า..

ร้านนี้ชื่อร้าน เอซ (エース) อยู่ตรงปากทางเข้าคู่ขนานกับ ตลาด Ameyoko หาง่ายมากครับ ร้านนี้ได้คะแนนจากเวป Curry Databases (http://currydb.supleks.jp/) ประมาณ 70 คะแนน ถือว่าไม่เลวครับ ถ้าเ่ีที่ยบกับราคา 400-500 เยน ที่เรียกได้ว่าถูกมาก

หน้าร้านเอซครับ
ด้านในร้านจะตกแต่งเป็นรูปเคาน์เตอร์ตัว U มีพนักงานยืนอยู่คนนึง ทำหน้าที่รับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร น้ำเปล่า เก็บจาน คนเดียวรับหมด แต่เนื่องด้วยลักษณะการออกแบบร้านที่ลงตัว ทำใ้ห้ทำได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วครับ ดูแล้วเพลินดีเหมือนกัน

ภายในร้าน
คัตสึคาเร ราคา 500 เยน (ถ้าจำไม่ผิด) หน้าตาน่าทาน รสชาติใช้ได้ครับ ถ้าเทียบกับร้านข้าวแกงกะหรี่ในเมืองไทย ถือว่าอร่อยกว่าซักประมาณหนึ่งช่วงตัวได้ ถ้าหิว ๆ มาแถบนี้ แล้วอยากประหยัด ขอแนะนำร้านนี้เลยครับ ของเค้าดีจริง..

คัตสึคาเร รสชาติใช้ได้ครับ
หลังจากท้องอิ่ม ก้อได้เวลาเดินไปชมซากุระกันแล้ว.. วันนี้ที่สวนอุเอโนะ คนเยอะมาก ๆ ครับ อาจเป็นเพราะวันเสาร์ด้วย คนเลยมาเยอะกว่าปกติ ผมก้อเบียด ๆ กลืน ๆ กับฝูงชน ไหลไป ถ่ายรูปไป แต่ถ่ายออกมาแล้วดูแย่กว่าความเป็นจริงเยอะมาก ใครดูรูปซากุระด้านล่าง อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจไม่อยากไปดูนะครับ ของจริงมันสวยกว่ารูปถ่ายผมเยอะมาก ผมถ่ายรูปไม่เปงงง ฮือ..

สวน Ueno คนเยอะมาก
ไหลไปเรื่อย ๆ
ของจริงสวยมากนะครับ คนถ่ายห่วยเอง
คนไปเยอะมากครับ เบียดกันเดินเลยทีเดียว
ท่าน Saigō Takamori เป็นซามูไรคนสำคัญในยุคเอโดะ
 หลังจากดูซากุระจนหนำใจแล้ว ผมก้อไปต่อยังอีกสัญลักษณ์นึงในโตเกียว ที่ใครได้มาญี่ปุ่นแล้ว ไม่ถ่ายรูปกับสิ่งนี้ ถือว่าเชยมาก ๆ นั่นคือ โคมแดงที่วัดเซนโซจิ ณ. อาซากุสะ นั่นเอง..

Sensoji Temple
ไปถึงวัด แทบจะเป็นลม คนเยอะกว่าที่สวนอุเอโนะอีก แต่ไหน ๆ ก้อมาแล้ว ขอไหลไปให้ถึงหน้าวัด ตามถนนสายช๊อปปิ้ง นากามิเสะ กันหน่อยดีกว่า
เด็กเก๊กท่าเท่มาก
ถนนนากามิเสะครับ แน่นเอี๊ยด
 เดินไปตามถนนเพลิน ๆ ทำให้ผมได้รู้ว่า วัดที่ญี่ปุ่นเนี่ย ไม่ได้มีแต่พระ กับเทวดาเท่านั้น แต่ยังมีนางฟ้ามาที่วัดอีกด้วย..


คนขายของน่ารัก
คนมาไหว้พระก็น่ารัก

สาวกิโมโนคู่นี้น่ารักโฮก (คนซ้ายแจ่มมาก)
คนขอเข้าไปถ่ายรูปด้วยตรึม (อยากขอบ้างวุ้ยย)
ร้านขายหน้ากาก สวยดีครับ
หน้าวัด
เดินชมสาว เอ้ย วัดจนพอใจแล้ว ก้อได้เวลาทำตามความฝันของผมอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือไปยังเมกกะของนักเล่นเกมและการ์ตูน เป็นสถานที่ที่ผมหวังไว้ว่า สักวันต้องมาเหยียบให้ได้ นอกจากสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด.. "อากิฮาบาระ"


Akihabara

เสียดายที่วันนี้ผมมีรูปถ่ายอากิฮาบาระน้อยมาก เนื่องจากพอมาถึง ผมก้อน้ำตาไหลพราก วิ่งเข้าร้านโน้นที ร้านนี้ที ซื้อเข้าไปอย่างบ้าเลือด ไปที่ไหนก้อเจอคนประเภทเดียวกัน..

ร้านขาย Cosplay
DS Station น่าเอา DS ของเราเข้าไปแจมจริง ๆ
หลังจากตะลุยซื้อโ่น่น ซื้อนี่จนเป็นที่พอใจแล้ว ก้อได้เวลาที่ผมจะไปทำตามความฝันอีกอย่างนึง คือ นั่งร้านเมดคาเฟ่ นั่นเองงงงงงง

ร้านแรกที่ผมไป Survey ก้อคือร้านสุดดังในอากิบะ ร้าน @home cafe' ร้านนี้มีหลายสาขามาก ๆ เท่าที่ผมเห็นแวบ ๆ ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 4-5 สาขาแล้ว ตึกที่ผมไปนี่ก้อมีร้าน @home ปาเข้าไปสี่ชั้น.. 


@home cafe
ร้านนี้ครองไปเกือบทั้งตึก
แต่ละชั้น จะมี Theme ของสาวเมดไม่เหมือนกัน บางชั้นสาวเมดแต่งชุดเป็นแมว บางชั้นก้อใ่ส่กิโมโน ผมลองดูแล้ว คิวยาวทุกชั้น เลยตัดสินใจไปร้านอื่นก่อน..

ร้าน Mai:lish
 ซึ่งร้านนั้นก้อคือ mailish (http://www.mailish.jp/) เป็นร้านเมดคาเฟ่สไตล์สาวเมดชุดดำน่ารัก เข้าไปปุ๊บ ก้อได้สบตากับน้องริเอะทันที


เสียดายที่ภายในร้าน เค้าห้ามถ่ายรูป ผมเลยเก็บบรรยากาศมาฝากไม่ได้ สาวเมดแต่ละคนในร้านน่ารักมาก ๆ เวลาน้องริเอะเธอเดินมารับเมนูก้อจะโค้งเข้ามาหา ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นเ้จ้านายอะไรแบบนั้น ผมก็สั่งแพนเค้ก กาแฟ โน่นนีี่มากินไป สายตาก้อจับจ้องที่สาวเมดแต่ละคนไม่วางตา เพราะเดี๋ยวจะไม่คุ้มค่าเงิน ฮ่า ๆ

ร้านนี้ไม่ค่อยไม่อะไรหวือหวาครับ เข้าไปนั่งดู นั่งชม ผ่อนคลายอารมณ์ได้ ชิล ๆ หลังจากกินเสร็จเรียบร้อย ชำระค่าเสียหายเสร็จ ผมก้อไปยังร้าน @home cafe อีกครั้ง แต่คนละสาขานะครับ ร้านทีี่ผมไป จะอยู่ทีี่ตึก Don Quixote ชั้น 5 เป็นอีกสาขานึง

ร้านนี้วัยรุ่นเยอะมากครับ สาวเมดแต่ละคนในนี้ ก้อแจ่ม ๆ ทั้งนั้้น ร้านนี้จะมีการเก็บเงินค่าเข้าร้านก่อน และมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทำร่วมกับสาวเมด เช่น เล่นเกมด้วยกัน หรือถ่ายรูปคู่กัน เป็นต้น

ร้านนี้ก็ถ่ายรูปไม่ได้เหมือนกันครับ ผมเลยมีแต่รูปคู่กับสาวเมดที่ถ่ายคู่กันของทางร้านมาให้ชมกันอย่างเดียว



น่าร้ากก.. วันนี้กลับจากอากิบะด้วยความสุขใจครับพี่น้อง.. เดี๋ยวต้องหาเวลากลับมาอากิบะใหม่อีกแน่นอน รู้สึกวันเดียวมันไม่เพีี่ยงพอสำหรับเราเลยจริง ๆ พรุ่งนี้เตรียมไปต่อกับย่านอิเคะบุคุโระ ชินจูกุ ชิบุย่า ฮาราจูกุ ครับ