กลับมาอัพอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้อัพมานานมาก เนื่องจากตะลุยทุกวันไม่ได้หยุดหย่อน พอดีมีเวลาว่าง เลยมานั่งเขียนต่อซักนิด..
วันที่ 3 เป็นวันที่เริ่มจะเที่ยวแบบไฮโซบ้าง คือเที่ยวย่านไฮโซนะครับ แต่ว่าไปแบบโลโซ เริ่มตอนเช้าด้วยการไปเดินย่านกินซ่า ซึ่งจะเป็นแถบที่อุดมไปด้วยห้างสรรพสินค้า และแหล่งช๊อปปิ้งมากมาย
ห้างญี่ปุ่นนี่เดินแล้วไม่ค่อยเบื่อนะครับ เนื่องจากว่ามีของให้เดินดูเพลิน ๆ แปลก ๆ เยอะมาก ของบางอย่างมันล้ำสมัยมั่ก ๆ จนเราเหมือนคนที่มาจากยุค '60 ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว
หลังจากเดินเที่ยวย่านไฮโซตามประสาโลโซจนเบื่อแล้ว ก้อไปต่อยังย่าน Ebisu ย่านนี้ดูสวยงามแปลกตาจากแถวอื่น เพราะว่าตึกที่อยู่ย่านนั้น จะมีกลิ่นอายของทางตะวันตกเข้ามาผสมค่อนข้างมาก ดูสวยไปอีกแบบ
แต่ผมมาที่นี่ ไม่ได้จะมาดูสถาปัตยกรรมอะไรหรอกครับ พี่น้อง มันคือสิ่งนี้ต่างหากกก...
| Ebisu |
Museum of YEBISU Beer สิครับ พี่น้อง .. ถึงจะเข้าทางเรา .. Yebisu Beer ตอนนี้ เ้จ้าของเดียวกับ Sapporo Beer ที่คนไทยอาจจะคุ้นหูกันมาบ้าง..
ฺฺฺBrand Yebisu ถือกำเนิดมากว่าร้อยปี ตั้งแต่ 1890 โดยปัจจุบัน Sapporo จะยกระดับของเบียร์ระดับ Premium ที่ตัวเองผลิต ให้เป็น Brand Yebisu ถือว่าเป็น Luxury Beer ของ Sapporo ก้อเหมือน ๆ กับ Toyota ยกระดับแบรนด์ตัวเองด้วย Lexus นี่ล่ะ
| ด้านในพิพิธภัณฑ์ |
ตอนนี้ Yebisu Beer มีทั้งหมดสามแบบ คือ Yebisu ธรรมดา, Yebisu Black และ Cho choki jukusei .. ไหน ๆ ก้อมาถึงแล้ว จะไม่ลองก้อกระไรอยู่ เอ.. แต่ว่านี่ก้อยังเช้าอยู่ กินเบียร์แต่่เช้าจะดีหรือ.. คิดไปคิดมา ได้ผลสรุปอย่างรูปข้างล่าง..
หอมมาก ๆ โอ้ว.. มันสุดยอดจริง ๆ ครับพี่น้อง Yebisu Premium อ้อ..ที่ญี่ปุ่นนี่ วิธีการกินเบียร์จะแตกต่างกับบ้านเรา ตรงที่บ้านเราจะไม่กินฟองกัน แต่ที่นี่ ฟองถือว่าเป็นจุดขายของแต่ละยี่ห้อเลย ตอนแรกผมก็งง ๆ ที่พนักงานรินมาให้เกือบเต็มแก้ว แล้วก้อกดแต่ฟองเพียว ๆ มาให้เราอีก พอดื่มเข้าไป ถึงรู้ว่า ฟองที่นี่มันให้รสละเมียดลิ้นแบบที่ขาดไปแล้วจะไม่อร่อยเลยเชียว..
หลังจากเมาเรียบร้อยแล้ว.. จะกลับบ้านเลยก้อกระไรอยู่ จะไม่สมกับเป็นทริปกินขั้นเทพของเรา วันนี้เลยจะพาไปกิน ขนมปลาขั้นเทพ ที่ร้าน Taiyaki Hiiragi ที่ได้รับลายแทงมาจากเทพใน pantip.com
ร้านนี้ปกติ คิวจะยาว แต่ผมไปตอนจังหวะที่คนเค้าคงไม่ค่อยกินกัน เลยต่อไม่นานนัก ก้อจัดไปสองตัว ไส้ถั่วแดง แบบร้อน กับ ไส้คัสตาร์ด แบบเย็น
ไส้ถั่วแดงรสหวานอร่อยมาก ๆ ครับ ไม่ได้หวานแบบน้ำตาลท่วมอย่างบ้านเรา แต่มันหวานแบบละมุนละไม กินแล้ว อยากกินอีก ถ้าไม่ติดว่าจน คงจะจัดมาเพิ่มซักโหลให้หายอยากไปแล้ว..
หลังจากรองท้อง เติมพลังด้วยของหวานแล้ว ก็ได้เวลาไปจัดร้านเทพประจำวันนี้กัน เป็นร้านราเมงเทพ อีกร้าน ที่มีหลายสาขาอีกเช่นกัน แว่ว ๆ ว่า ไปถึงอเมริกาโน่นแล้วกันเลยทีเดียว "IPPUDO Ramen" นั่นเอง
ร้านนี้เป็นร้านราเมงกลิ่นอายฮากาตะ แบบทงโคตสึ (ไม่ใช่ทงคัตสึนะ นั่นมันหมูทอด) ปกติราเมงที่เรากิน ๆ กันจะแบ่งออกเ็ป็นสี่แบบใหญ่ ๆ ตามลักษณะของน้ำซุปที่ใช้ นั่นคือ
ชิโอะราเมง ที่น้ำซุปได้มาจากเกลือ แต่เกลือเค้าไม่ได้มาแบบบ้าน ๆ อย่างบ้านเรานะ เกลือของเค้าจะได้มาจากการเคี่ยว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละร้าน ว่ากันว่าเป็นราเมงแบบเก่าแก่ที่สุดในทั้งสี่แบบ..
ต่อมาคือ โชยุราเมง ที่น้ำซุปมาจากซอสถั่วเหลือง แบบนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่าร้านเทพ ๆ แต่ละร้านนี่เค็มสุด ๆ อาจจะไม่เหมาะกับปากท้องคนไทยนะ ผมว่า..
มิโสะราเมง เป็นราเมงที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานนัก มีต้นกำเนิดมาจากแถวฮอกไกโด องค์ประกอบของน้ำซุปที่ใช้คงจะเดากันได้ไม่ยาก มิโซะที่เรากินเป็นซุปมิโสะบ่อย ๆ นั่นล่ะ
อันสุดท้าย เป็นราเมงแบบที่ผมชอบมากที่สุด นั่นคือ ทงโคตสึราเมง เป็นราเมงที่จะใช้เวลาทำน้ำซุปค่อนข้างนาน เพราะจะได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูเป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง พร้อมกับส่วนผสมอื่น ๆ ที่จะเป็นเคล็ดลับของแต่ละร้าน จนได้ที่ ต้นตำรับมาจากแถวคิวชู
ร้าน Ippudo ที่ผมมานี่ก้อเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำซุป ที่เคี่ียวจนไขกระดูกหมูละลายเป็นน้ำซุปสีขาวน่ากิน.. แต่พอมาถึงที่ร้าน ผมพบว่าตอนนี้ที่ร้าน Ippudo มีราเมงสไตล์ใหม่ ที่เรียกกันว่า Tsukemen ทีกำลังมาแรงในญี่ปุ่นออกมาขายแล้ว.
Tsukemen นี่จะเป็นราเมงสไตล์ใหม่ ที่ให้เส้นมา แยกกับน้ำซุปที่เข้มข้นกว่าปกติ แล้วให้เราจุ่มเส้นราเมงลงไปที่น้ำซุปแล้วกิน คล้าย ๆ กับ โซบะเย็น ผมเลยสั่งมาลองดู ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง..
รสชาติที่ได้ถือว่าแปลกใหม่ เส้นราเมงอร่อยมาก ถ้าใครชอบกินเส้น ขอแนะนำเลยครับ หนึบได้ใจจริง ๆ
หลังจากจัดการสึเกะเมงเรียบร้อย ก้อไปต่อที่ Roppongi เพื่อดูวิวยามค่ำคืน พร้อมกับมีนัดกับคุนิซัง เพื่อนร่วมงานที่บริษัท Reuters..
ตึกรปปงหงิสวยมาก แต่ถ่ายไม่เป็น แม้ว่าจะได้เลนส์เทพมาก้อตาม ภาพเลยมีแค่นี้คับ T_T
เจอกับคุนิซังที่รปปงหงิสเตชั่น.. คุนิชวนไปดู Office ของ Reuters ที่นั่นกัน เราก็โอเค นึกว่าไม่ไกล แต่ที่ไหนได้ ซัดไปเป็นกิโล ทำไมคุนิมันเดินชิลจังฟระ..
จบจากการแวะทัวร์ออฟฟิศแล้ว คุนิซังยังพาผมไปรับประทานชาบู ชาบู เนื้อ แบบบุฟเฟต์ ไม่อั้น พร้อมเบียร์อีก ใจนึงก้อรู้สึกดี แต่อีกใจนึงก้อเริ่มหวั่น ๆ เนื่องจากเพิ่งยัดสึเกะเมงมาไม่ถึงชั่วโมง แถมเผาหัวด้วยเบียร์ตอนเช้าไปแล้ว ตบตอนเย็นอีกจะไหวเหรอ.. แต่คิดไปก้อเท่านั้น เพราะแวบเดียวก้อพาตัวเองมาถึงหน้าโต๊ะเรียบร้อย.. หน้าร้านตกต่างอย่างหรูหราไฮโซ คนเสริฟอาหารแต่งตัวดีกว่ากระเหรี่ยงดอยอย่างผมเยอะมาก.. ปกติคงไม่มีปัญญาเข้าร้านแน่นอน..
รอแวบเดียว เนื้อก้อมาวางอยู่ตรงหน้า.. ขอบอกว่าเนื้อเทพมากครับพี่น้อง ไม่มีััปัญญาถ่ายออกมาให้ได้สวยเหมือนกับคนอื่น แต่ลายของเนื้อที่ตาเห็นนี่แบบว่า ไม่เคยเห็นที่ประเทศไทยมาก่อน พอลวกซัก 4-5 วินาที แล้วจับมาใส่ในปากนี่ มันละลายในปากได้อย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ มันเป็นไปได้เหรอเนี่ย โอ้ว อ๊างง..
ขอขอบพระคุณ คุนิซังเป็นอย่างมาก ที่ทำให้มื้อนี้ของกระผม เป็นมื้อที่สุดยอดมื้อนึงเลยทีเดียว
| ถ่ายให้เห็นใกล้ ๆ อีกนิด |
| ดูลายเนื้อกันชัด ๆ อีกที |
Thank you so much Kuni-san!!
ร้านไทยากิมันอยู่ตรงไหนอะพี่เอ็กซ์ ถ้าไม่ไกลจะได้ลองแวะไปมั่ง
ReplyDeleteoffice สวยนะนี่
ReplyDeleteอยู่ตรงเอบิสึอ่า เดินจาก JR Ebisu ไปไม่ไกล ถ้าสนใจเด๋วหลังไมค์ส่งแผนทีี่ไปให้ อร่อยมั่ก
ReplyDeleteOH!!!!!!!!!!!!!!!!!
ReplyDeleteเอาๆขอๆ
ReplyDeleteเพิ่งได้อ่านอีกเช่นกาน
ReplyDelete- Reuters ที่นู่น office น่าอยู่กว่าชั้นที่นั่งอยู่ตอนนี้มากมาย (เปิดใจมากไปป่าวเนี่ย) - -
- เนื้อๆๆๆๆๆ อยากซัดเนื้อบ้าง ช่วงนี้กำัลังอยากเนื้ออย่างแรง
- แบบว่าเพิ่งรู้ราเมงมี 4 แบบ อ่านไปได้ความรู้ไป ไม่นึกว่าจะได้ความรู้มากมายจาก Blog พี่ขนาดนี้ ^ ^~
เนื้อสวย เบียร์หล่อ วันนี็ไฮโซเจง
ReplyDelete